Administrator

Administrator

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2012 เวลา 08:42 น.

กรมวิทย์ฯ ร่วมลงนามศึกษาวิจัยกับ SIH

กรมวิทย์ฯ ร่วมลงนามศึกษาวิจัยกับ SIH

PR4_6845

นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ Prof.Katsushi Tokunaga,D.Sc. ในความร่วมมือการศึกษาวิจัยโรคเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข ระหว่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ School of International Health (SIH) ประเทศญี่ปุ่น ณ ห้องประชุมกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี ในวันที่ 18 ธันวาคม 2555


แหล่งข่าวโดย » ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กรมอนามัย เผย ‘ลิ้น จุดเสี่ยงสูงมะเร็งช่องปาก แนะสัญญาณเตือนหากแผลเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ 

tyjkdijwxq8w

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยมะเร็งช่องปากติด 1 ใน 10 มะเร็งที่พบในคนไทย โดยเฉพาะมะเร็งที่ลิ้นพบมากที่สุด แนะสังเกตแผลเรื้อรังในช่องปาก หากนานเกิน 2 สัปดาห์ เสี่ยงมะเร็ง พร้อมเตือนกลุ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมากเป็นประจำ เข้าข่ายเสี่ยงด้วย

วันนี้ (20 ธันวาคม 2555)  นายแพทย์เจษฎา  โชคดำรงสุข  อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า มะเร็งช่องปากเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบในคนไทย  ข้อมูลจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในปี 2555 พบมะเร็งที่ลิ้นมากที่สุดจำนวน 354 ราย โดยเป็นมะเร็งทีโคนลิ้นจำนวน 181 ราย และมะเร็งที่ส่วนอื่น  ของลิ้นจำนวน 173 ราย รองลงมาคือมะเร็งที่เพดานปากจำนวน 284 ราย มะเร็งที่พื้นของช่องปาก มะเร็งที่เหงือก และมะเร็งริมฝีปาก ส่วนที่ยังคงพบน้อยคือมะเร็งที่ต่อมน้ำลาย ซึ่งสัญญาณเตือนของมะเร็งช่องปากในระยะแรก จะมีแผลเรื้อรังในช่องปากที่เป็นแล้วไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีแผ่นฝ้าสีขาวถูไม่ออกหรือแผ่นฝ้าสีแดง มีก้อนที่ปากหรือคอ ขอบลิ้น หรือขอบริมฝีปากมีลักษณะแข็งเป็นไต เจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือมีอาการแสบที่ลิ้น หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

นายแพทย์เจษฎา  กล่าวต่อไปว่า  กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งช่องปากคือผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมาก เป็นประจำ และมีประวัติญาติป่วยเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งในช่องปากเป็นประจำทุกปี ซึ่งการตรวจพบรอยโรคระยะแรกหรือรอยโรคก่อนมะเร็งและรีบรักษาจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

“ทั้งนี้ กรมอนามัยได้เริ่มโครงการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อให้ผู้ป่วย   ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดในปี 2554 ใน 12 จังหวัด คือ สระบุรี สมุทรสาคร พิษณุโลก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช ยะลา นครราชสีมา อุบลราชบุรี หนองบัวลำภู และแพร่ พบกลุ่มเสี่ยง 8,861 ราย อายุเฉลี่ย    53 ปี เป็นชายร้อยละ 46 หญิงร้อยละ 54 ในจำนวนนี้พบว่าสูบบุหรี่ร้อยละ 26 ดื่มเหล้าร้อยละ 18 กินหมาก  ร้อยละ 8 ครอบครัวมีประวัติมะเร็งร้อยละ 11 และพบรอยโรคในช่องปากทั้งหมด 712 ราย พบรอยโรคก่อนมะเร็ง 67 ราย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ด้าน ทันตแพทย์สุธา  เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย จะดำเนินการต่อในปี 2555-2557 คือการพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรทั่วประเทศในการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและช่วยผู้ป่วยให้เลิกบุหรี่ พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัดและในเขต พัฒนาทันตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการรับส่งต่อผู้ป่วย รวมถึงพัฒนาแนวทางการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคใน กลุ่มเสี่ยง มีการจัดทำฐานข้อมูลผลการตรวจคัดกรองรอยโรคในช่องปาก  และรณรงค์สร้างกระแสให้ประชาชน   ไปรับการตรวจเนื้อเยื่อในช่องปากและได้รับการแนะนำเรื่องการเลิกบุหรี่ที่คลินิกทันตกรรม เพื่อให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งช่องปากลดลง


แหล่งข่าวโดย » กลุ่มสื่อสารองค์กร กรมอนามัย

สธ. เปิดตัว กระเช้าสมุนไพร ราคาย่อมเยา ส่งมอบความสุข สร้างสุขภาพดีผู้รับในปีใหม่ 

 

pm4g2e89t385

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวกระเช้าสมุนไพร 8 แบบ ส่งมอบความสุขและให้ผู้รับมีสุขภาพดีในเทศกาลปีใหม่ แนะซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพมาจัดกระเช้าด้วยตนเองเพื่อความปลอดภัย และขอให้เป็นกระเช้าที่ปราศจากเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ ย้ำเตือนประชาชนตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในกระเช้าทุกครั้ง

วันนี้ (21 ธันวาคม 2555) ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ร่วมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในงานครบรอบ 10 ปีของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และแถลงข่าว“กระเช้าสมุนไพรเพื่อสุขภาพดี วิถีไทย” เพื่อให้ประชาชนมอบสุขภาพดี เป็นของขวัญให้เพื่อนฝูง ญาติมิตร บุคคลที่เคารพรัก ในเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้

นายแพทย์ชลน่านกล่าวว่า ในเทศกาลปีใหม่นี้ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ประชาชนมอบกระเช้าของขวัญที่ปลอดเหล้า โดยได้จัดทำกระเช้าสมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกในการส่งมอบความสุข ให้ผู้รับมีสุขภาพดีจากการบริโภคสมุนไพร โดยได้คัดเลือกสมุนไพรเด่นๆ ทั้งชนิดที่แปรรูปแล้ว หรือเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางอาหารและยาบำรุงร่างกาย หาง่ายในพื้นที่  มาจัดรวมเป็นกระเช้า ซึ่งได้จัดทำ 8 ชุด ราคาย่อมเยา ได้แก่ 1.ชุดตรีธารทิพย์ ประกอบด้วยน้ำสมุนไพร 3 ชนิด เช่น ตรีผลาต้านมะเร็ง น้ำลูกสำรองแก้ร้อนใน บำรุงไต ล้างไขมันในลำไส้ และน้ำกระเจี๊ยบ ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเลือด 2.ชุดผลไม้จตุผล ประกอบด้วยผลไม้  4 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่หวานมาก เช่น ส้ม สับปะรด มีวิตามินซีบำรุงผิวพรรณ มังคุด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  ยับยั้งการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนป้องกันโรคภูมิแพ้   และ กล้วยหอม ซึ่งป้องกันอาการท้องผูก มีโปแตสเซียมสูง ลดอาการเมาค้าง

3.ชุดชาชงเบญจเกสร ประกอบด้วย ชาเบญจเกสร ที่มีเกสรดอกสารภี มะลิ พิกุล บุนนาค บัวหลวงเป็นส่วนผสม ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยให้สดชื่น 4.ชุดสัตตบุษย์ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จากบัว 7 อย่าง เช่น สบู่บัว แชมพูบัว อาหารเสริมจากบัว ชาบัว ดีบัว น้ำมันนวดบัว  5.ชุดนวธัญญะประกอบด้วยธัญญพืช 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียวดำซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมันคอเรสเตอรอล ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ           งาดำ ลูกเดือย และเม็ดบัว  6.ชุดทศเทศประกอบด้วยเครื่องเทศ 10 ชนิด เช่น หอมแห้ง กระเทียมแห้ง พริกแห้ง พริกไท เม็ดผักชี ยี่หร่า อบเชย กระวาน กานพลู และดีปลี  7.ชุดคัมภีร์สุขภาพดีประกอบด้วยหนังสือองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและทางเลือก และ8.ชุดเบญจพรรณสร้างสุข ประกอบด้วยต้นไม้สมุนไพร  5 ชนิด

นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่ออีกว่า กระเช้าสมุนไพรสำเร็จรูปดังกล่าว สามารถหาซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายสินค้าเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ และห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆนำไปจัดเป็นกระเช้าด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการและมีคุณภาพดี ไม่หมดอายุ ทั้งนี้ขอแนะนำประชาชนที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมอบเป็นของขวัญ โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ ขอให้ดูวันหมดอายุทุกครั้ง เพราะบางครั้งอาจหมดอายุเพราะเก็บนาน เนื่องจากได้รับของขวัญจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเรื่อง การแสดงฉลากอาหารที่จัดรวมในภาชนะ เป็นมาตรการควบคุมกระเช้าของขวัญที่มีผลิตภัณฑ์อาหารจัดรวมอยู่ในภาชนะเดียวกันโดยมีการหุ้มห่อ ไม่ว่าจะเป็นกระเช้า ตะกร้า กล่อง ถุง หรือภาชนะใดๆ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาหากพบการจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์อาหารที่หมดอายุ หรือมีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเจือปน หรือผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพพบสิ่งที่น่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จะเข้าข่ายเป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบว่าผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้องจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 3 หมื่นบาท หากพบการจำหน่ายกระเช้าที่มีผลิตภัณฑ์อาหารไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนอย. โทร 1556

************************************ 21 ธันวาคม 2555


แหล่งข่าวโดย » สำนักสารนิเทศ

อย. รุกปฏิบัติการลงพื้นที่สุ่มตรวจกระเช้าของขวัญรับปีใหม่ในห้างสรรพสินค้า ป้องผู้บริโภคมิให้เสี่ยงอันตราย กระเช้าที่ไม่ได้คุณภาพ

 

อย.ลุย ลงพื้นที่ตรวจกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาติวานนท์ เพื่อให้ความเชื่อมั่นและแนะนำผู้บริโภคในการเลือกกระเช้าอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสินค้า OTOPและเตือนผู้ประกอบการต้องแสดงฉลากของอาหารที่จัดรวมอยู่ในภาชนะเดียวกัน  มีข้อความเป็นภาษาไทยที่เห็นได้ชัดเจน ระบุ ชื่อ ประเภทหรือชนิดของอาหาร และวันเดือนปีที่หมดอายุหรือควรบริโภคก่อนของอาหารแต่ละรายการที่บรรจุ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุในกระเช้าอย่างมีคุณภาพ

IMG_9349

 

ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ อย. ได้ออกตรวจการจำหน่ายกระเช้าของขวัญตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 17 ธันวาคม 2555 โดยตรวจห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 19 แห่ง และร้านค้าย่อย 1แห่ง จำนวนกระเช้ารวม 3,264 กระเช้า ไม่พบกระเช้าที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องจากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าย่อยดังกล่าว   ทั้งนี้ เพื่อติดตามผลและตรวจสอบการจำหน่ายกระเช้า ในวันนี้ (21 ธันวาคม 2555) ตนได้นำทีมเจ้าหน้าที่จากสำนักอาหาร อย.สุ่มตรวจห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาติวานนท์ เพื่อให้ความเชื่อมั่นและแนะนำประชาชนในการเลือกกระเช้าอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์)ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งต้องยอมรับว่ากระเช้าของขวัญเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป คือ มีการรวมสินค้าหลายอย่างไว้ในชุดเดียวกันจัดเป็นกระเช้าสำเร็จรูป โดยผู้ซื้อไม่สามารถแยกส่วนแกะดูแต่ละรายการสินค้าได้และยังเลือกสินค้าไม่ได้ ดังนั้น อย.ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารจัดรวมในภาชนะกำหนดว่าในการที่จะขายสินค้าเป็นกระเช้าจะต้องมีฉลากรวม ระบุว่าในกระเช้ามีรายการสินค้าใดบ้าง โดยแสดง ชื่อ ประเภท หรือชนิดของอาหารแต่ละรายการที่บรรจุ รวมทั้งแสดงวันเดือนปีที่หมดอายุหรือควรบริโภคก่อนของอาหาร นอกจากนี้ สินค้าที่นำมาใส่ในกระเช้าต้องเป็นสินค้าได้มาตรฐานและถูกกฎหมาย ถ้าเป็นอาหาร ต้องมีการแสดงฉลากอาหารอย่างถูกต้อง หรือต้องมีเลขสารบบอาหาร
รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ห้างสรรพสินค้าหรือผู้จำหน่ายกระเช้าของขวัญที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะมีความผิด คือ หากพบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่พ้นกำหนดอายุจำนวน 6รายการ ได้แก่ 1.อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก 2.อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก 3.นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก 4.นมเปรี้ยว 5.นมโคที่ผ่านกรรมวิธีพาสเจอร์ไรส์ 6.อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ เข้าข่ายฝ่าฝืนประกาศฯ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท นอกจากนี้หากตรวจพบอาหารอื่นนอกเหนือจาก 6 รายการดังกล่าวหมดอายุการบริโภค จะต้องนำไปตรวจพิสูจน์ หากพบว่ามีคุณภาพไม่เป็นไปตามาตรฐาน เข้าข่ายอาหารผิดมาตรฐาน มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และหากตรวจพบสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบว่าผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้องมีโทษปรับไม่เกิน 30,000บาท ในส่วนของผู้บริโภค หากพบการจำหน่ายกระเช้าที่มีผลิตภัณฑ์อาหารหมดอายุ หรือไม่มีฉลากรวมบนกระเช้า ขอให้แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. โทร. 1556 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อย.ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ OTOP ได้มาตรฐานและปลอดภัย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายต้องผ่านเกณฑ์การผลิตที่ดีจาก อย. (primary GMP :จีเอ็มพีขั้นต้น)ตามนโยบายรัฐบาล จึงขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารมาจัดกระเช้าด้วยตนเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร OTOP เพราะทำให้ได้รับผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการ ถูกใจผู้รับ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพดีไม่หมดอายุ

แหล่งข่าวโดย » กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค อย.  

 

กรมวิทย์ฯ เตรียมขยายขอบเขตประกันคุณภาพยาสามัญครอบคลุมร้านยา

pmj9pabg0aj9

 

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้ยาสามัญ ได้ตรวจสอบคุณภาพยาเพิ่ม 10 รายการที่มีมูลค่าการใช้สูง ในกลุ่มยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ยารักษาโรคทางเดินอาหาร  เป็นต้น พร้อมขยายขอบเขตโครงการสร้างหลักประกันคุณภาพและมาตรฐานบริการด้านยา ให้ครอบคลุมระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ เช่น ร้านขายยา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนใช้บริการจำนวนมาก  เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น
นายแพทย์นิพนธ์ โพธิพัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการประกันคุณภาพยา โดยการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาจากโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ มาตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยาตามหัวข้อที่กำหนดไว้ในตำรายาสากล เช่น ปริมาณตัวยาสำคัญ การละลายของตัวยา ปริมาณความชื้น เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพตั้งแต่ปี 2545 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ “โครงการสร้างหลักประกันคุณภาพและมาตรฐานบริการด้านยา” ซึ่งจากการดำเนินการโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2545 – 2554 ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพยาสามัญจำนวน 451 รายการ จำนวนผลิตภัณฑ์ยาทั้งสิ้น  12,027 ตัวอย่าง จาก 3,755 ทะเบียนตำรับยา เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ 235 รายการ (ร้อยละ 76 ของยาบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2551) ยกเว้นยากลุ่มยามะเร็ง รังสีรักษา ยากำพร้า ยาที่มีผู้ผลิตรายเดียว วัคซีน ผลิตภัณฑ์จากเลือด อาหารทางหลอดเลือดดำ ยาดมสลบชนิดแก๊ส และยาผลิตในโรงพยาบาล และ ตรวจวิเคราะห์ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ 23 รายการ พร้อมกับจัดทำเอกสารสรุปผลวิเคราะห์ทั้งหมดเผยแพร่ให้เครือข่ายสาธารณสุขภาครัฐทราบทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ทางเว็ปไซต์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจัดทำหนังสือ GREEN BOOK หรือ “รายชื่อผลิตภัณฑ์ยาคุณภาพและผู้ผลิต” เพื่อให้โรงพยาบาลได้นำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางในการจัดซื้อยาเข้าโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการเผยแพร่แล้วจำนวน 8 เล่ม
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2556 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพยาสามัญในที่กรมบัญชีกลางประกาศควบคุมค่าใช้จ่ายจำนวน 10 รายการ ได้แก่ pantoprazole injection, famotidine tablet, bezafibrate tablet, irbesartan tablet, perindopril tablet, quinapril tablet, alendronate tablet, pamidronate injection, etidronate tablet และ cilostazol tablet ซึ่งเป็นยา
รักษาโรคทางเดินอาหาร ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาโรคกระดูกพรุน และยาต้านเกล็ดเลือด นอกจากนี้จะมีการขยายขอบเขตของโครงการสร้างหลักประกันคุณภาพและมาตรฐานบริการ ด้านยา ให้ครอบคลุมระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ เช่น ร้านขายยา เพื่อตรวจสอบคุณภาพยา ที่ประชาชนสามารถซื้อด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาสามัญที่ไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์
ภญ.นิดาพรรณ เรืองฤทธินนท์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักยาและวัตถุเสพติด กล่าวว่า  การประกันคุณภาพยาสามัญ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในการส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาเพื่อตรวจวิเคราะห์ ซึ่งกลไกการประกันคุณภาพยาสามัญในโรงพยาบาลที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและกำลังขยายขอบเขตไปยังร้านขายยานั้น ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สั่งจ่ายยาและประชาชนว่าได้รับยาสามัญที่มีคุณภาพ ช่วยส่งเสริมนโยบายการใช้ยาสามัญและลดค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศ นอกจากนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตมีการพัฒนาคุณภาพยาอย่างต่อเนื่องให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
24 ธันวาคม 2555
โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                                            มือถือ 08 1811 2926
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม
โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 99017 , 99081
โทรสาร 0-2591-1707 Drug / RICH 56

แหล่งข่าวโดย » ประชาสัมพันธ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

สคร.9 จัดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านวิจัยโดยเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง


397006_388000437955528_967264284_n_500_375

 

 

           เมื่อช่วงวันที่ 12-14 ธันวาคม 2555 ดร.นายแพทย์ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค ได้เป็นประธานและบรรยายพิเศษในการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะด้านวิชาการและวิจัยเพื่อเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค...และภัยสุขภาพครั้งที่ 1 ณ โรงแรมท็อปแลนด์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก จัดขึ้นโดยกลุ่มพัฒนาวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสร้างกระบวนการคิดตามการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการผสมผสานเทคนิคสำคัญ คือ เรียนรู้จากวิทยากร การลงมือปฏิบัติจริง และการติดตามให้คำแนะนำที่ใกล้ชิดของวิทยากรหลักและวิทยากรพี่เลี้ยง ซึ่งสอดคล้องส่งเสริมการดำเนินงานของหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพของประชาชน ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ที่ได้รับการคัดเลือกในเขตพื้นที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 30 คน







ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้ทั้งหมดที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.388000184622220.97013.162933320462242&type=1

 



สคร.9 ร่วมระดมสาธารณสุขรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบเข็มที่ 2 พื้นที่เสี่ยงของเพชรบูรณ์

305382_390530451035860_680730015_n_500_375

                เมื่อช่วงวันที่ 11 – 14 ธันวาคม 2555  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก ( สคร.9 ) กรมควบคุมโรค   ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ จัดให้บริการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ เข็มที่ 2 แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภูทับเบิก และหมู่ 14 บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2555 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบครั้งนี้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ป้องกันควบคุมการระบาดของโรคคอตีบ เพราะประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องอยู่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงมีโอกาสที่จะสัมผัสเชื้อโรคคอตีบจากผู้ป่วยได้ รวมทั้งมีการติดตามอาการ ของผู้ป่วยเสี่ยง หลังจากฉีดวัคซีน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดโรคซ้ำ ในการนี้ ดร.นพ.ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกว่า 20 คน ร่วมกิจกรรมภาคสนามในพื้นที่ครั้งนี้ด้วย

 

 

รายละเอียดภาพข่าวนี้ทั้งหมดที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/2556/12_14_DT_phet.html

<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>
หน้า 1 จาก 6

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

logo_hisomap_copy logo_OPPP
newlogoict54 name_unit2
ops region4