กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนผู้บริโภคเนื้อวัว พบสารเร่งเนื้อแดง 

le4kdizspajk

 

จากกรณีที่มีข่าวการร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่าตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อวัว ทำให้ไม่สามารถ   ส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ นั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อวัว 38 ตัวอย่าง เนื้อไก่ 5 ตัวอย่าง รวม 43 ตัวอย่าง จากตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เก็ต นำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ผลตรวจพบซาลบิว        ทามอลตกค้างในเนื้อวัว 15 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 45.4 พบปริมาณ 1.0-14.7 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนเนื้อไก่ตรวจไม่พบทุกตัวอย่าง นอกจากนี้จากข้อมูลการเฝ้าสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่จำหน่ายในประเทศ   ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2555 ตรวจพบในเนื้อหมูจากจำนวนตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ปีละ 250-300 ตัวอย่าง   มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือพบร้อยละ 8.5 , 19.2 และ 19.4 ตามลำดับ
นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง   สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่จำหน่ายในประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 รวมทั้งเฝ้าระวังคุณภาพเนื้อสัตว์         และผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากพบว่ามีการนำสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสารเคมี   กลุ่มเบต้าอะโกนิสต์(Beta agonists) มาใช้เพื่อให้เนื้อสัตว์มีปริมาณเนื้อแดงมากมีไขมันน้อย โดยพบการใช้สารเร่งเนื้อแดง 2 ชนิด ได้แก่ เคลนบิวเทอรอล (Clenbuterol) และซาลบิวทามอล (Salbutamol) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด แม้ว่ามีรายงานความเป็นพิษของผู้บริโภคที่ได้รับเคลนบิว    เทอรอลตกค้างในเนื้อหมูในต่างประเทศและไม่มีรายงานความเป็นพิษของซาลบิวทามอล แต่ถือว่าเป็นการใช้ยา  ผิดวัตถุประสงค์ นอกจากสารทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวแล้ว ยังมีการเฝ้าระวังสารแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มนี้อีกชนิดหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกามีข้อมูลว่าสามารถใช้ทดแทนได้ เนื่องจากได้ผลดีและไม่มีรายงานความเป็นพิษ  ในระยะสั้นด้วย สำหรับประเทศไทยการตรวจพบสารกลุ่มนี้ในอาหาร ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 269 (พ.ศ. 2546) ดังนั้นขอย้ำเตือนผู้บริโภคว่าสารเร่งเนื้อแดงไม่สามารถกำจัดได้ แม้เนื้อหมู    จะผ่านการปรุงสุก เนื่องจากสารชนิดนี้แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อหมู และหากสารตกค้างในร่างกาย อาจมีผลข้างเคียงทำให้มีอาการมือสั่นกล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนเป็นอันตรายมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชักและโรคเบาหวาน
นายแพทย์นิพนธ์ กล่าวต่ออีกว่า ผลการเฝ้าระวังเนื้อหมูในประเทศระยะ 10 ปี (2546-2555) ที่ผ่านมา พบว่าในช่วงแรกก่อนมีการรณรงค์โครงการFood safety ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงถึงร้อยละ 96 แต่หลังจาก   ที่มีการรณรงค์ ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงลดลงจนเหลือน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่ในช่วงที่ผ่านมา คือ ปีพ.ศ. 2553-2555 ตรวจพบในเนื้อหมูจากจำนวนตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ปีละ 250-300 ตัวอย่าง กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือพบร้อยละ 8.5 , 19.2 และ 19.4 ตามลำดับ ต่อมาพบว่าการใช้ยากลุ่มนี้ไม่จำกัดเฉพาะในการเลี้ยงหมู ยังกระจายเข้าไปสู่การเลี้ยงวัวด้วย โดยมีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่าตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงในตัวอย่างเนื้อวัว ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ ในเดือนพฤศจิกายน 2555 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร จึงออกเก็บตัวอย่างเนื้อวัว 38 ตัวอย่าง เนื้อไก่ 5 ตัวอย่าง รวม 43 ตัวอย่าง จากตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เก็ต นำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการโดยเทคนิค ELISA และ LC-MS/MS ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน ผลตรวจพบซาลบิวทามอล ตกค้างในตัวอย่างเนื้อวัว 15 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 45.4 พบปริมาณ  1.0-14.7 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม แต่เนื้อไก่ตรวจไม่พบทุกตัวอย่าง
นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงในตัวอย่างเนื้อสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศ  ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2555  รวม 139 ตัวอย่าง จำแนกเป็นเนื้อวัว 117 ตัวอย่าง เนื้อหมู 3 ตัวอย่าง และเนื้อแกะ              19 ตัวอย่าง ผลตรวจไม่พบทุกตัวอย่าง ส่วนในตัวอย่างเครื่องในสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ จำแนกเป็นตับวัว  3 ตัวอย่าง ตับหมู 54 ตัวอย่าง ผลตรวจพบแรคโตพามีนในตัวอย่างตับหมู 2 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 3.7 พบปริมาณ  1.8-11.0 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตามจากผลการเฝ้าระวังพบสารซาลบิวทามอลตกค้างในตัวอย่างเนื้อวัว มากถึงร้อยละ 45 และ สารที่พบจะไม่มีรายงานความเป็นพิษ แต่ถือว่าเป็นการนำยามาใช้ผิดวัตถุประสงค์ ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหารของไทย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนยังคงจะต้องมีการเร่งดำเนินการปราบปราม อย่างจริงจัง พร้อมดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้การใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการบริโภคเนื้อหมดไปและ ยังช่วยยกระดับการปศุสัตว์ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากลที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัย อย่างแท้จริง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องต่อไป ในส่วนผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้ออย่างฉลาด คือควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มีลักษณะเนื้อนุ่มเป็นมัน ไม่มีสีแดงหรือมีชั้นไขมันบางผิดปกติ การเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มีแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือมีป้ายรับรองจากหน่วยราชการ เช่น ป้ายทอง Food Safety หรือตรารับรองของกรมปศุสัตว์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ได้เนื้อมาบริโภคอย่างปลอดภัย และสุขภาพที่ดีเกิดจากการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย การออกกำลังกายเป็นประจำ ประกอบกับการทำจิตใจให้เบิกบาน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
22 ธันวาคม 2555
โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                          มือถือ 08 1811 2926
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม
โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 99017 , 99081
โทรสาร 0-2591-1707                                                                                                                  Food/Kai56

แหล่งข่าวโดย » ประชาสัมพันธ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

Last modified on วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2012 เวลา 07:20 น.

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

logo_hisomap_copy logo_OPPP
newlogoict54 name_unit2
ops region4